| ระบบข้อมูลสารสนเทศทุนวิจัย |
|
|
|
 |
 |
 |
| ระบบสมาชิก |
|
สมาชิกทั้งหมด 101 คน |
สมาชิกที่กำลังออนไลน์ 0 คน |
|
|
 |
 |
 |
|
|
 |  |  |
|
|

 |
|
 |
|
| หมวดหมู่ : กลุ่มพัฒนาผู้เรียน |
 |
|
เรื่อง : [แบบฝึกหัด] การใช้เทคโนโลยีทางการศึกษา |
|
blog name : aotmapa11
|
ระดับ : [ มือใหม่ ]
|
| เข้าชม : 893 |
พฤหัสบดี ที่ 26 เดือน มีนาคม พ.ศ.2563
|
|
|
|
|
ใบงานที่ 3
1. ยกตัวอย่างการใช้เทคโนโลยีทางการศึกษา
เทคโนโลยีการศึกษา (Educational Technology) เป็นศาสตร์ที่ประยุกต์เอาวิชาการแขนงต่างๆมาจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ตามวัตุประสงค์ได้อย่างมีประสิทธิผล ซึ่งเกิดจากการออกแบบการสอนตามหลักการออกแบบการเรียนการสอน โดยคำนึงถึงคุณลักษณะของผู้เรียน ความเหมาะสมของสื่อที่สอดคล้องกับลักษณะเนื้อหาและความสนใจของผู้เรียน ซึ่งนวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา ที่ควรได้รับการเผยแพร่ คือ E-learning
E-Learning เป็นคำที่ใช้เรียกเทคโนโลยีการศึกษาแบบใหม่ ที่ยังไม่มีชื่อภาษาไทยที่แน่ชัด และมีผู้นิยามความหมายไว้หลายประการ ผศ.ดร.ถนอมพร เลาหจรัสแสง ให้คำนิยาม E-Learning หรือ Electronic Learning ว่า หมายถึง "การเรียนผ่านทางสื่ออิเลคทรอนิกส์ซึ่งใช้การ นำเสนอเนื้อหาทางคอมพิวเตอร์ในรูปของสื่อมัลติมีเดียได้แก่ ข้อความอิเลคทรอนิกส์ ภาพนิ่ง ภาพกราฟิก วิดีโอ ภาพเคลื่อนไหว ภาพสามมิติฯลฯ"เช่นเดียวกับ คุณธิดาทิตย์ จันคนา ที่ให้ความ หมายของ e-learning หมายถึงการศึกษาที่เรียนรู้ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เนตโดยผู้เรียนรู้จะเรียนรู้ ด้วยตัวเอง การเรียนรู้จะเป็นไปตามปัจจัยภายใต้ทฤษฎีแห่งการเรียนรู้สองประการคือ เรียนตามความรู้ความสามารถของผู้เรียนเอง และ การตอบสนองใน ความแตกต่างระหว่างบุคคล(เวลาที่แต่ละบุคคลใช้ในการเรียนรู้)การเรียนจะกระทำผ่านสื่อบนเครือข่ายอินเตอร์เนต โดยผู้สอนจะนำเสนอข้อมูลความรู้ให้ผู้เรียนได้ทำการศึกษาผ่านบริการ World Wide Web หรือเวปไซด์ โดยอาจให้มีปฏิสัมพันธ์ (สนทนา โต้ตอบ ส่งข่าวสาร) ระหว่างกัน จะที่มีการ เรียนรู้ ู้ในสามรูปแบบคือ ผู้สอนกับ ผู้เรียน ผู้เรียนกับผู้เรียนอีกคนหนึ่ง หรือผู้เรียนหนึ่งคนกับกลุ่มของผู้เรียน
ข้อดี
1. ช่วยให้การจัดการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แล้วยังเป็นการสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
2. ช่วยทำให้ผู้สอนสามารถตรวจสอบความก้าวหน้าพฤติกรรมการเรียนของผู้เรียนได้อย่างละเอียดและตลอดเวลา
3. ช่วยทำให้ผู้เรียนสามารถควบคุมการเรียนของตนเองได้
6. ช่วยส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ รวมทั้งเนื้อหาที่มีความทันสมัย
7. ทำให้เกิดรูปแบบการเรียนที่สามารถจัดการเรียนการสอนให้แก่ผู้เรียนในวงกว้างขึ้น
8. ทำให้สามารถลดต้นทุนในการจัดการศึกษานั้นๆ ได้
ข้อจำกัด
-
ผู้สอนที่นำe-Learningไปใช้ในลักษณะของสื่อเสริม ถ้าไม่มีการปรับเปลี่ยนวิธีการสอนเลย จะทำให้แรงจูงใจในการเรียนหมดเร็ว
-
ผู้สอนจะต้องเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้ให้ เนื้อหาแก่ผู้เรียน มาเป็นผู้ช่วยเหลือและให้คำแนะนำต่าง ๆ แก่ผู้เรียน
-
การลงทุนในด้านของ e-Learningต้องครอบคลุมถึงการจัดการให้ผู้สอนและผู้เรียนสามารถเข้าถึงเนื้อหาและการติดต่อสื่อสารออนไลน์ได้สะดวก
-
การออกแบบ e-Learning จะต้องเน้นให้มีการออกแบบให้มีกิจกรรมโต้ตอบอยู่ตลอดเวลา เนื้อหาต้องมีความถูกต้องชัดเจน และยังคงต้องเน้นให้มีความน่าสนใจ สามารถดึงดูดความสนใจของผู้เรียนได้
-
ผู้เรียนต้องรู้วิธีการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ มีความเข้าใจเกี่ยวกับการสร้างวินัยในการเรียนรู้ด้วยตนเอง
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ได้มีบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษาไว้หลายมาตรา มาตราที่สำคัญ คือ มาตรา 67 รัฐต้องส่งเสริมให้มีการวิจัยและพัฒนาการผลิตและการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา รวมทั้งการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา เพื่อให้เกิดการใช้ที่คุ้มค่าและเหมาะสมกับกระบวนการเรียนรู้ของคนไทยและในมาตรา 22 "การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาตนเองได้และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ" การดำเนินการปฏิรูปการศึกษาให้สำเร็จได้ตามที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ดังกล่าว จำเป็นต้องทำการศึกษาวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการศึกษาใหม่ๆ ที่จะเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาทางการศึกษาทั้งในรูปแบบของการศึกษาวิจัย การทดลองและการประเมินผลนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีที่นำมาใช้ว่ามีความเหมาะสมมากน้อยเพียงใด นวัตกรรมที่นำมาใช้ทั้งที่ผ่านมาแล้วและที่จะมีในอนาคตมีหลายประเภทขึ้นอยู่กับการประยุกต์ใช้นวัตกรรมในด้านต่างๆ ในที่นี้จะขอกล่าวคือ นวัตกรรม 5 ประเภท คือ
-
นวัตกรรมทางด้านหลักสูตร เป็นการใช้วิธีการใหม่ๆ ในการพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมในท้องถิ่นและตอบสนองความต้องการสอนบุคคลให้มากขึ้น เนื่องจากหลักสูตรจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอเพื่อให้สอดคล้องกับความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีเศรษฐกิจและสังคมของประเทศและของโลก นอกจากนี้การพัฒนาหลักสูตรยังมีความจำเป็นที่จะต้องอยู่บนฐานของแนวคิดทฤษฎีและปรัชญาทางการจัดการสัมมนาอีกด้วย การพัฒนาหลักสูตรตามหลักการและวิธีการดังกล่าวต้องอาศัยแนวคิดและวิธีการใหม่ๆ ที่เป็นนวัตกรรมการศึกษาเข้ามาช่วยเหลือจัดการให้เป็นไปในทิศทางที่ต้องการ นวัตกรรมทางด้านหลักสูตรในประเทศไทย
-
นวัตกรรมการเรียนการสอน เช่น การสอนเป็นคณะ ชุดการสอน บทเรียนโปรแกรม ศูนย์การเรียน การเรียนด้วยตนเอง การสอนแบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง การสอนแบบ คอนสทรัค ควรให้ความสำคัญกับนวัตกรรมการเรียนการสอน เพราะหากจะให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีประสิทธิภาพแล้วก็ควรที่จะให้ความสำคัญกับการค้นคว้าวิธีการใหม่ ๆ เพื่อนำมาปรับปรุง แก้ไขปัญหาหรือพัฒนาการเรียนการสอน เพื่อจะทำให้การสอนบรรลุเป้าหมายตามที่ตั้งไว้ รูปแบบการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาแบ่งได้กี่แบบ แต่ละรูปแบบมีข้อดีและข้อจำกัดอย่างไร
นวัตกรรมจัดแบ่งเป็น 2 กลุ่ม
-
ได้แก่วิธีจัดการเรียนรู้ เทคนิคการสอนแบบต่างๆ เช่น การสอนแบบร่วมมือร่วมใจ การสอนแบบเกม การสอนโดยวิธีทางวิทยาศาสตร์ การสอนแบบโครงงาน เป็นต้น
-
ได้แก่สื่อการสอน หรือสื่อการเรียนรู้ สื่อสิ่งตีพิมพ์ เอกสารประกอบการสอน บทเรียนสำเร็จรูป ชุดการสอน บทเรียนการ์ตูน แบบฝึก วีดิทัศน์ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) E-learning
เอกสารประกอบการสอน เป็นเอกสารที่ผู้สอนจัดทำขึ้นเอง เพื่อใช้ประกอบการสอนวิชาหนึ่งวิชาใดตามหลักสูตร นักเรียนเป็นผู้อ่านเอง อาจมีรูปภาพประกอบ น่าสนใจ เนื้อหาใช้คำอธิบายที่เป็นความคิดรวมยอด แต่มักจะใช้ภาษาวิชาการ ทำให้ไม่ค่อยน่าสนใจ จึงเหมาะกับนักเรียนระดับช่วงชั้นที่ 3 ขึ้นไป
หนังสืออ่านเพิ่มเติม เป็นเอกสารทางวิชาการที่ยึดหลักวิชาการที่มั่นคง ถูกต้อง สะท้อนความคิด ทัศนะและภูมิปัญญาของผู้เขียนลงไปด้วย ใช้สำหรับนักเรียนอ่านเพิ่มเติมเหมาะสมกับวัยและความสามารถของแต่ละบุคคล ควรจัดมีรูปเล่ม สีสันสวยงามเพื่อดึงดูดความสนใจ
บทเรียนสำเร็จรูป เป็นบทเรียนที่สร้างขึ้นโดยกำหนดเนื้อหา วัตถุประสงค์วิธีการไว้ชัดเจนให้นักเรียนศึกษาค้นคว้าและประเมินผลด้วยตนเอง ตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ มักเป็นการสอนความคิดรวบยอด มีการเสริมแรงผู้เรียนเป็นระยะ เหมาะสำหรับใช้สอนซ่อมเสริมนักเรียนที่เรียนไม่ทันเพื่อน
บทเรียนการ์ตูน มีลักษณะเช่นเดียวกับบทเรียนสำเร็จรูป แต่มีการ์ตูนเป็นตัวเดินเรื่อง อาจใส่สีสันสวยงาม น่าอ่านยิ่งขึ้น
คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) มีส่วนคล้ายกับบทเรียนสำเร็จรูป แต่แตกต่างตรงที่บทเรียนสำเร็จรูปเป็นเอกสารสิ่งตีพิมพ์ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) เป็นบทเรียนที่ทำขึ้นโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ อาจมีเสียงประกอบ คือโต้ตอบกับสื่อ ช่วยดึงดูดความสนใจของนักเรียนได้ดี
E-learning เป็นเทคโนโลยีการศึกษาแบบใหม่ เป็นการเรียนรู้ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตโดยใช้คอมพิวเตอร์เป็นหลัก ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง ผู้สอนใช้ E-learning นำเสนอข้อมูล เนื้อหาโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ในรูปสื่อมัลติมีเดีย ให้ผู้เรียนทำการศึกษาผ่านเว็บไซต์ อาจมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันครู-นักเรียน-เพื่อน สามารถปรึกษา แลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกันได้
2. อธิบายเกี่ยวกับการจัดการงานบุคคลากรด้วยเทคโนโลยี เพื่อให้เกิอประโยชน์ต่อองค์กรสูงสุด
ระบบสารสนเทศทางด้านการจัดการทรัพยากรมนุษย์เป็นข้อมูลที่ได้จากการประมวลผลจากข้อมูลในงานทรัพยากรมนุษย์ ช่วยในการตัดสินใจของผู้บริหารเกี่ยวกับงานด้านทรัพยากรมนุษย์และสามารถแปลผลสิ่งที่ต้องการรู้ออกมาได้ ซึ่งระบบสารสนเทศการจัดการทรัพยากรมนุษย์จะเป็นระบบที่ใช้ในการจัดเก็บ วิเคราะห์ เรียกใช้ และการแจกจ่ายข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรมนุษย์ขององค์การ สารสนเทศการจัดการทรัพยากรมนุษย์ (HRIS) ไม่ได้เป็นเพียงแค่คอมพิวเตอร์ และโปรแกรมสำเร็จรูปที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากรมนุษย์ เท่านั้นแต่หมายถึงระบบสารสนเทศจะประกอบด้วยคอมพิวเตอร์ และโปรแกรมสำเร็จรูป รวมถึง ข้อมูลต่าง ๆของบุคลากรในองค์การ เพื่อใช้สนับสนุนการท างานกิจกรรมด้านต่าง ๆ ทางด้านการจัดการทรัพยากรมนุษย์
ระบบสารสนเทศทรัพยากรบุคคล (Human Resources Information System : HRIS)
ออกแบบเพื่อใช้สนับสนุนงานด้านทรัพยากรมนุษย์เช่น การวางแผนความต้องการด้านทรัพยากรมนุษย์ การพัฒนาให้พนักงานสามารถทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพ การควบคุม นโยบายตลอดจนการวางแผนด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ของธุรกิจ การจัดเก็บข้อมูลประวัติพนักงาน การพัฒนาความรู้ความสามารถของตัวพนักงาน การจ่ายค่าจ้างค่าตอบแทนและเงินเดือน การเลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่งจัดการด้านสุขภาพตลอดจนความปลอดภัยในการทำงาน ทำให้ผู้บริหารสามารถ ตัดสินใจตลอดจนอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงานประจำวัน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่องค์การ การออกแบบระบบสารสนเทศทรัพยากรมนุษย์ที่มีประสิทธิภาพนั้น ผู้บริหารควรได้ข้อมูลในการป้อนลงในระบบสารสนเทศที่ถูกออกแบบให้สามารถจัดหาข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สรุป
การนำระบบสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์กับองค์กร และกับบุคลากรขององค์กร เพระเราถือว่า ทรัพยากรบุคคลเป็นสิ่งที่มีคุณค่า ที่จะนำพาองค์กรให้ก้าวหน้า อย่างไรก็ตาม ถึงแม้องค์กรจะมีระบบที่ดีเพียงใดก็ตาม แต่ถ้าบุคลากรภายในองค์กรไม่มีคุณภาพ และการขาดการสนับสนุนจากฝ่ายบริหารแล้ว ระบบที่ดี ก็ไม่สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้
การจัดการระบบสารสนเทศทรัพยากรมนุษย์ (HRIS) ไม่ได้เป็นเพียงแค่คอมพิวเตอร์ และโปรแกรมสำเร็จรูปที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากรมนุษย์ การจัดการระบบสารสนเทศงานด้านทรัพยากรมนุษย์ถูกออกแบบเพื่อใช้สนับสนุนงานด้านต่างๆ เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ มีความถูกต้องสั้น/กะทัดรัด ตรงประเด็น ครบถ้วนสมบูรณ์ ระบบสารสนเทศทางด้านการจัดการทรัพยากรมนุษย์เป็น ข้อมูลที่ได้จากการประมวลผลจากข้อมูลในงานด้านทรัพยากรมนุษย์ ผู้บริหารจะได้รับข้อมูลสารสนเทศที่ครบถ้วนครอบคลุมสาระสำคัญที่จำเป็นเพื่อจะช่วยในการวางแผน การตัดสินใจ และการปฏิบัติงานของบุคลากรในองค์กรอย่างเป็นระบบ
3. ให้อธิบายเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีในการจัดการด้านเกษตร (ยกตัวอย่าง)
3.1 การใช้เทคโนโลยี IoT ในยุคเกษตร 4.0
Internet of Things (IoT) หรือ อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่งถือได้ว่าเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อโลกที่เราอาศัยอยู่ในหลายๆ ด้าน ทั้งอุตสาหกรรมชั้นสูง ยานพาหนะและเทคโนโลยีการสื่อสาร และเมืองอัจฉริยะล้วนแล้วแต่เป็นส่วนหนึ่งของ IoT ทั้งสิ้น รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอย่าง IoT ในการเกษตร มีการคาดการณ์ว่าประชากรทั่วโลกจะเพิ่มสูงขึ้นถึง 9.6 พันล้านคนภายในปี ค.ศ. 2050 (พ.ศ. 2593) ดังนั้น เพื่อที่จะตอบสนองความต้องการของประชากรจำนวนมหาศาลนี้ การเกษตรจะต้องปรับตัวให้เข้ากับยุค 4.0 ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของความท้าทายต่างๆ เช่น ความผันผวนของสภาพอากาศและภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ตลอดจนผลกระทบในด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากวิถีปฏิบัติในภาคการเกษตรที่เข้มข้นขึ้นเพื่อให้สามารถรับมือกับความต้องการด้านอาหารของประชากรโลกที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องได้นั่นเอง ดังนั้น การทำฟาร์มอัจฉริยะ หรือ สมาร์ทฟาร์ม (Smart Farm) หรือที่ในประเทศไทยเรียกกันคุ้นชินว่า เกษตร 4.0 โดยใช้เทคโนโลยี IoT จะช่วยให้ชาวไร่ ชาวสวน และเกษตรกรไทยสามารถลดของเสียและเพิ่มผลผลิตตั้งแต่ปริมาณปุ๋ยที่ใช้ไปจนถึงการขนส่งผลผลิตออกจากฟาร์ม
Smart farming หรือฟาร์มอัจฉริยะ คือ การนำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาผสมผสานเข้ากับงานด้านการเกษตรเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้กับเกษตรกร เทคโนโลยีฟาร์มอัจฉริยะนั้นตั้งอยู่บนแนวคิดของการทำเกษตรสมัยใหม่ที่เรียกว่า เกษตรแม่นยำสูง เป็นกลยุทธ์ในการทำการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมโดยทำให้เกษตรกรสามารถปรับการใช้ทรัพยากรให้สอดคล้องกับสภาพของพื้นที่มากที่สุด รวมไปถึงเรื่องการดูแลอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งแนวคิดนี้สามารถนำไปปรับใช้ได้ทั้งฟาร์มพืชและสัตว์ ฟาร์มอัจฉริยะนี้จะมีความแตกต่างกับฟาร์มธรรมดาอยู่ตรงที่ การใช้ทรัพยากรนั้นทำได้อย่างแม่นยำและตรงต่อความต้องการของพืชและสัตว์ซึ่งช่วยลดการสูญเสียทรัพยากรและได้ผลผลิตที่ออกมาตรงตามความต้องการของผู้ดูแลมากที่สุด
การใช้เทคโนโลยี IoT จึงมีประสิทธิภาพสูงกว่าเมื่อเทียบกับการทำการเกษตรแบบดั้งเดิม ซึ่งการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Smart Farm นี้ไม่เพียงมีวัตถุประสงค์เพื่อการดำเนินงานทั่วไปหรือ การทำฟาร์มเกษตรขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการเป็นวิถีทางการเกษตรรูปแบบใหม่ที่จะช่วยยกระดับแนวทางการเพาะปลูกหรือแนวทางการทำเกษตรกรรมอื่นๆ
โดรนเพื่อการเกษตรกรรม (Agricultural Drones)
โดรนเพื่อการเกษตรกรรมก็เป็นตัวอย่างที่ดีมากในเรื่องนี้ ทุกวันนี้ ภาคการเกษตรในหลายประเทศได้นำเทคโนโลยีอย่างโดรนมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติทางการเกษตรต่างๆ ทั้งภาคพื้นดินและทางอากาศ อาทิ การประเมินสุขภาพพืช ชลประทาน การตรวจสอบพืช การฉีดพ่นพืช การปลูกพืช การวิเคราะห์ดินและพื้นที่เพาะปลูก โดยประโยชน์ที่สำคัญในการใช้โดรน ได้แก่ การสร้างภาพเพื่อการตรวจสอบความสมบูรณ์พืช การทำแผนที่ Geographic Information System (GIS) Mapping แบบบูรณาการ ความง่ายต่อการใช้งาน การประหยัดเวลา และศักยภาพในการเพิ่มผลผลิต ด้วยกลยุทธ์และการวางแผนโดยการเก็บรวบรวมข้อมูลและการประมวลผลแบบเรียลไทม์ เทคโนโลยีโดรนจะช่วยพลิกโฉมวงการอุตสาหกรรมเพื่อการเกษตรไปอย่างสิ้นเชิง
โรงเรือนอัจฉริยะ (Smart Greenhouses)
การทำการเกษตรแบบโรงเรือนเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มผลผลิตของผัก ผลไม้ พืช ฯลฯ โรงเรือนทำให้เราสามารถควบคุมตัวแปรด้านสิ่งแวดล้อมผ่านการแทรกแซงของมนุษย์หรือกลไกการควบคุมสัดส่วน โดยที่การแทรกแซงของมนุษย์จะช่วยลดการสูญเสียผลผลิต การสูญเสียพลังงาน และค่าใช้จ่ายด้านแรงงาน ทว่าวิธีการเหล่านี้กลับมีประสิทธิภาพน้อย ดังนั้น เราอาจออกแบบโรงเรือนยุค 4.0 ให้ใช้คู่กับ IoT ได้ ซึ่งการออกแบบอย่างชาญฉลาดนี้จะช่วยตรวจสอบและควบคุมสภาพภูมิอากาศ และตัดความจำเป็นในการพึ่งพาการแทรกแซงของมนุษย์ สำหรับการควบคุมสภาพแวดล้อมในโรงเรือนอัจฉริยะ จะมีการใช้เซ็นเซอร์ต่างๆ เพื่อวัดตัวแปรด้านสิ่งแวดล้อมตามความต้องการของพืชแต่ละชนิด เรายังสามารถสร้างเซิร์ฟเวอร์คลาวด์สำหรับการเข้าถึงระบบจากระยะไกลเมื่อมีการเชื่อมต่อโดยใช้ IoT ซึ่งจะช่วยลดความจำเป็นในการตรวจสอบด้วยตนเองที่จำเป็นต้องทำอย่างต่อเนื่อง ภายในโรงเรือน เซิร์ฟเวอร์คลาวด์ยังมีส่วนช่วยในการประมวลผลข้อมูลและการดำเนินงานด้านการควบคุม การออกแบบนี้จะทำให้ต้นทุนมีประสิทธิภาพมากขึ้นและยังเป็นโซลูชั่นที่ดีที่สุดสำหรับเกษตรกรยุค 4.0 ในการลดการพึ่งพาแรงงานมนุษย์
สรุป
การประยุกต์ใช้ IoT ในยุคเกษตร 4.0 จะช่วยให้เจ้าของฟาร์มปศุสัตว์และเกษตรกรยุค 4.0 สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลสำคัญต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ เจ้าของที่ดินขนาดใหญ่และเกษตรกรรายย่อยจะต้องมีความเข้าใจในศักยภาพของตลาด IoT เพื่อการเกษตรเสียก่อนด้วยการติดตั้งเทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อยกระดับศักยภาพในการแข่งขันและเพิ่มความยั่งยืนในด้านการผลิต ซึ่งการตอบสนองความต้องการของประชากรที่เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วจะประสบผลสำเร็จได้ หากเจ้าของฟาร์มปศุสัตว์และเกษตรกรมีการนำโซลูชั่นด้าน IoT ไปประยุกต์ใช้กับการเกษตรยุค 4.0 อย่างต่อเนื่อง
|
|
|
| |
|
|
|
รายละเอียดผู้เขียนบทความ blog
|
blog name :
เจ้าของ blog :
อาชีพ :
สถานที่ทำงาน :
จำนวนบทความใน blog :
ระดับของ blog :
|
Aotmapa11
อิสระ หวังดี
13/3/2540
5 เรื่อง
[ มือใหม่ ]
|
|
|
|
 |
|
 |
|
|
|
 |  |  |
|